
เข้าใจถูกต้องบ้าง แต่เข้าใจไม่ถูกต้องหลายประการครับ
โดยใจความหลัก สูตร Array เป็นสูตรที่กระทำกับช่วงข้อมูล คือเป็นสูตรที่กระทำกับค่าเดี่ยวได้ กระทำกับช่วงข้อมูลได้ หากเดิมเป็นสูตรที่ใช้กระทำกับค่าเดี่ยวและเราต้องการใช้กระทำกับช่วงข้อมูล เราจะ Enter ให้รับสูตรเพียงอย่างเดียวเหมือนเดิมไม่ได้ จะต้อง Ctrl+Shift+Enter ให้รับสูตร การกระทำกับช่วงข้อมูลจึงจะให้คำตอบได้ นี่คือความแตกต่างหลักของการ Enter และ Ctrl+Shift+Enter
สูตรด้านบนเป็นการใช้ฟังก์ชั่น If กระทำกับช่วงข้อมูล จึงกลายเป็นสูตร Array

จากสูตร
=INDEX($E$2:$E$25,MATCH(1,IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)),0))
หมายถึง จากช่วง $E$2:$E$25 ให้นำตำแหน่งที่เป็นผลลัพธ์ของ MATCH(1,IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)),0) มาแสดง นั่นหมายความว่า MATCH(1,IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)),0) จะต้องให้ผลลัพธ์เป็นค่าใด ๆ เช่น 8, 10, 20 เป็นต้น คือให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลข เพราะค่าตัวเลขเท่านั้นที่จะถือว่าเป็นลำดับตำแหน่งได้

จากสูตร
MATCH(1,IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)),0)
หมายถึงเป็นการหาว่า เลข 1 อยู่ในลำดับที่เท่าไรของ IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)) นั่นแสดงว่า IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1)) จะต้องให้ผลลัพธ์เป็น 1 อยู่ในชุดผลลัพธ์ด้วย ส่วนเลข 0 ท้ายสุดเป็นการบอกว่าให้หาค่าแบบตรงตัว คือต้องเจอเลข 1 เท่านั้นเจอเลขอื่นใดนอกจากนั้นถือว่าไม่เจอ

ส่วนขยายของสูตร IF($B$2:$B$25<=H2,IF($C$2:$C$25>=H2,1))
จากสูตร
IF($B$2:$B$25<=H2
หมายถึง ให้เทียบ B2:B25 กับ H2 ไปทีละค่าว่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ H2 หรือไม่ ลักษณะการเทียบคือ
B2<=H2
B3<=H2
...
B25<=H2
หากเข้าเงื่อนไขก็จะได้ผลลัพธ์เป็น True ไม่เช่นนั้นก็เป็น False ส่วนที่เป็น True จะนำผลลัพธ์ของ IF($C$2:$C$25>=H2 มาใช้อีกที โดย
IF($C$2:$C$25>=H2,1) มีความหมายว่า
C2>=H2
C3>=H2
...
C25>=H2
หากเป็นจริงจะได้คำตอบเป็น 1 ไม่เช่นนั้นจะได้ค่าเป็น False
การจะเข้าใจสูตร Array จะต้องหัดแกะสูตร โดยคลุมช่วงข้อมูลที่สนใจในสูตรแล้วกดแป้น F9 จะได้เห็นผลลัพธ์ของช่วงที่คลุมนั้น